top of page

ผลงานวิจัยวัคซีนโควิค-19 จากจีน ที่มีต่อภูมิคุ้มกันในร่างกายคน

  • รูปภาพนักเขียน: นภสินธุ์
    นภสินธุ์
  • 22 ก.ค. 2564
  • ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 26 ก.ค. 2564




เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2564 ทีมนักพัฒนาและวิจัยวัคซีนต้านโควิด-19 ของจีน ได้นำเสนอข้อมูลผลการเปรียบเทียบการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันร่างกายคนที่เกิดจากวัคซีนโควิด-19 ทั้งหมด 4 ชนิด ( INA , rAd , rRBD และ mRNA ) ตามตารางที่ 1 ; ( rAd: recombinant Ad5 vectored vaccine, INA: inactivated vaccine หรือ วัคซีนเชื้อตาย , rRBD:recombinant RBD vaccine หรือ วัคซีนสไปค์โปรตีน , mRNA : messenger Ribonucleic Acid ) โดยใช้หลักการแบบกระตุ้น ที่เรียกว่า ไพรม์แอนด์บูสต์ ( Heterologous prime-boost ) นั่นคือ ฉีดวัคซีนเข็มแรก แล้วต่อด้วยฉีดเข็มที่ 2 โดยแสดงเป็นแผนผังของโปรโตคอลการทดลอง ที่ได้จากกลุ่มการสร้างภูมิคุ้มกัน ของ หนูทดลอง ในเบื้องต้น แบ่งเป็น 9 กลุ่มต่างๆ ได้แก่ : 1) rAd , 2) 2 × INA , 3) 2 × rRBD , 4) rAd > INA , 5) INA > rAd , 6) rAd > rRBD , 7) rRBD > rAd , 8) INA > rRBD และ 9) rRBD > INA ตัวอย่างเช่น กลุ่มที่ 1 หมายถึง หนูได้รับภูมิคุ้มกัน ด้วยวัคซีน rAd ในปริมาณ 1 โด๊ส โดยเก็บตัวอย่างเลือด 14 วันหลังการฉีดวัคซีน เพื่อการแปลผล



ในปัจจุบัน มีวัคซีน 4 ชนิดหลัก ๆ โดยแบ่งจากเทคนิคที่ใช้ในการผลิต ได้แก่ :-

  1. วัคซีนชนิดสารพันธุกรรม (mRNA vaccines) เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่เคยใช้กับการพัฒนาวัคซีนป้องกันอีโบล่า สำหรับกรณีโควิด 19 นี้ วัคซีนผลิตขึ้นจากการใช้สารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) ซึ่งเมื่อฉีดเข้าไปในร่างกาย mRNA จะเข้าไปกำกับการสร้างโปรตีนส่วนหนาม (spike protein) ของไวรัสชนิดนี้ แล้วทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตัวนี้ออกมา ชนิดวัคซีน : BioNTech/Pfizer และ Moderna

  2. วัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Viral vector vaccines) หรือ อะดีโนไวรัส โดยใช้ไวรัสที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ (ไม่ทำให้เราป่วย) หรือไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก แล้วตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อใช้เป็นพาหะ โดยฝากสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) เข้าไป ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสขึ้นมา วัคซีนประเภทนี้สามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี เนื่องจากเลียนแบบให้ใกล้เคียงกับการติดเชื้อตามธรรมชาติ ชนิดวัคซีน : Johnson & Johnson , Oxford – AstraZeneca และ Sputnik V

  3. วัคซีนที่ทำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein-based vaccines)หรือ สไปค์โปรตีน จะใช้โปรตีนบางส่วนของเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) เช่น โปรตีนส่วนหนาม (spike protein) แล้วนำมาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสขึ้นมา เทคนิคนี้ใช้กันมานานแล้ว เพราะเป็นเทคนิคที่ใช้ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนตับอักเสบชนิดบี ชนิดวัคซีน : Novavax

  4. วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccines) จะผลิตจากไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) ที่ถูกทำให้ตายแล้วด้วยสารเคมีหรือความร้อน เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกาย จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส เป็นเทคนิคที่เคยใช้กับการผลิตวัคซีนตับอักเสบเอ หรือวัคซีนโปลิโอ (ชนิดฉีด) มาแล้ว แต่เพราะต้องทำในห้องปฏิบัติการนิรภัยระดับ 3 ทำให้ผลิตได้ช้า และมีต้นทุนการผลิตที่สูง ชนิดวัคซีน : Sinovac และ Sinopharm

แผนภูมิ 1

แผนภูมิ 2

การแปลผล

แผนภูมิ 1

ในการทดลอง ฉีดวัคซีนให้หนู ด้วยปริมาณ 1 ใน 5 ส่วนเมื่อเทียบกับที่ฉีดในคน โดยฉีดเข็มที่ 2 หลังจากฉีดเข็มแรก 21 วัน แล้วดูผล โดยการเก็บตัวอย่างเลือด เมื่อระยะเวลาผ่านไป 35 วัน พบว่า :-

- ฉีดทั้ง 2 เข็ม วัคซีนเชื้อตาย ( 2xINA) ให้ภูมิคุ้มกันโดยเฉลี่ย ที่ต่ำ( จุดสีเขียวขี้ม้า ) พอๆกับฉีดแบบอะดีโนไวรัส เพียงเข็มเดียว ( จุดสีม่วงเข้ม )

- แต่การฉีดที่ให้ภูมิคุ้มกัน ต่ำที่สุด คือ INA > rRBD ( ฉีดวัคซีนเชื้อตาย แล้วตามด้วย วัคซีนสไปค์โปรตีน )

- ส่วนการฉีดแบบอื่น จะให้ผลที่ดี อย่างใกล้เคียงกัน

แผนภูมิ 2

เป็นการทดลอง ที่ต้องการดู mRNA เป็นหลัก ซึ่งแบ่งเป็น 4 กลุ่ม โดยใช้เงื่อนไขเดียวกันกับแบบแรก พบว่า :-

- การฉีดแบบ rAd > mRNA ( ฉีดวัคซีนอะดีโนไวรัส แล้วต่อด้วย วัคซีน mRNA ) ให้ภูมิคุ้มกันสูงที่สุด ( จุดสีเขียวขี้ม้า )

- ถ้าฉีดวัคซีนอะดีโนไวรัส เพียงเข็มเดียว ให้ภูมิคุ้มกัน ที่ต่ำ


อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยนี้ ได้จัดทำขึ้น ในเวลาไม่นาน ก่อนที่จะเกิดการกลายพันธุ์เป็นไวรัสสายพันธุ์เดลต้า จึงอาจจะไม่สามารถยืนย้นได้ 100% ในประสิทธิภาพการยับยั้งและกำจัดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นเพียงแนวทางให้มีความรู้ความเข้าใจต่อสถานะความเป็นไปได้ในการควบคุมและป้องกันให้ถึงที่สุด


ที่มา : สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน Published online: 29 Mar 2021.

ความคิดเห็น


bottom of page